
พันธบัตรรัฐบาล
เสนอ
ครูประพิศ ฝาคำ
โดย
น.ส.ณัฐณิชา ประณีตพงศ์
ห้อง 931 เลขที่ 9
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)เป็นตราสารหนี้ที่รัฐบาล
โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออก และบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระดมเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและประชาชน ดังนั้น
รัฐบาลจะอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ ส่วนผู้ที่ถือพันธบัตร ได้แก่ ประชาชนสถาบันการเงิน
หรือองค์กรใดๆที่ถือพันธบัตรก็จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาลและต้องมีอายุตั้งแต่ 1ปีขึ้นไป
มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม
และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก
พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม
ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงินส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
จุดเด่น
ผลตอบแทนสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินกับธนาคารแล้วเช่นในขณะที่การฝากเงินออมทรัพย์ให้ผลตอบแทนไม่เกิน
0.75% แต่พันธบัตรรัฐบาล
ให้ผลตอบแทนมากกว่า 3% เป็นการลงทุนที่ให้รายได้คงที่
ซึ่งผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์เกี่ยวกับกระแสเงินสดรับของ ตราสาร
ได้แน่นอนและสามารถลงทุนให้สอดคล้องกับแผนการบริโภคในอนาคตได้มีความเสี่ยงต่ำที่สุดเพราะผู้ออกพันธบัตรคือรัฐบาลนอกจากนี้สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนมือกันได้ในตลาดรองโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันครบกำหนดอายุอย่างไรก็ตามสภาพคล่องการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้ในขณะที่การฝากเงินกับธนาคาร
จะไม่ได้ประโยชน์ในข้อนี้
การลงทุนในพันธบัตรผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนคือ
ดอกเบี้ยรับหรือ Coupon ซึ่งเป็นอัตราที่รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ออกหุ้นกู้ระบุไว้
ตั้งแต่แรกโดยผู้ออกจะจ่ายให้กับผู้ลงทุน ตลอดอายุของพันธบัตร ปกติ มี 2 แบบทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate)ระบุอัตราที่แน่นอน
เช่น 5,6,7% หรือ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating
Rate)อัตราดอกเบี้ยจะลอยตัว ตามอัตราอ้างอิงเช่น อิง MLR (Minimum Loan Rate), ดอกเบี้ยเงินฝาก
คำเตือน
กำไร/ขาด ทุน จากการขาย อาจจะเกิดขึ้นใน
กรณีที่ผู้ลงทุน ขายพันธบัตร ก่อนครบกำหนดซึ่งมีส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย
(มีโอกาส เกิดได้ทั้งกำไรและขาดทุน)
การลงทุนพันธบัตรในตลาดรองแม้ว่าผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยจากรัฐบาล
ผู้ออกตามอัตราที่ระบุไว้ก็ตาม
แต่เงินที่ลูกค้าจ่ายเพื่อลงทุนพันธบัตรอาจไม่เท่ากับมูลค่าที่ตราไว้บนพันธบัตรซึ่งมีผลทำให้ผู้ลงทุนพันธบัตรในตลาดรองอาจได้รับผลตอบแทนที่แท้จริงไม่เท่ากับดอกเบี้ยที่ระบุหรือ Coupon โดยอัตราผลตอบแทนที่ จะได้
รับจากการลงทุนในตลาดรองจะเท่ากับ Yield To Maturity หรือ YTM
เป็นอัตรา ผลตอบแทนที่ผู้ซื้อจะได้รับจากการลงทุนในตลาดรองซึ่งคิดจากราคาที่ซื้อไปจนครบอายุ
ของพันธบัตร
ประวัติของตลาดตราสารหนี้ไทย(พันธบัตรรัฐบาล)
ตราสารหนี้(พันธบัตรรัฐบาล)เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยครั้งแรก
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2448 โดยที่รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินทุนจากประเทศอังกฤษและประเทศฝรั่งเศส
นำเงินมาใช้ในการพัฒนาทางรถไฟ ปรับปรุงสถานะทางเศรษฐกิจ
และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงินภายในประเทศและ หยุดการออกพันธบัตรในปีพ.ศ.
2467
ในปีพ.ศ. 2476 พันธบัตรรัฐบาลในประเทศไทยเริ่มออกจำหน่ายครั้งแรกโดยกระทรวงการคลัง
เพื่อเป็นการระดมทุนจากภายในประเทศ และนับจากนั้นเป็นต้นมา
กระทรวงการคลังก็ได้เสนอขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ.2483 กระทรวงการคลังมอบให้สำนักงานธนาคารชาติไทยทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับพันธบัตร
เมื่อได้จัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยใน พ.ศ. 2485 จึงรับโอนกิจการพันธบัตรดังกล่าวมาดำเนินการต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ในช่วงเวลานั้นการระดมเงินทุนโดยการออกพันธบัตรรัฐบาล
มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เงินทุนที่ได้มาจากการออกพันธบัตร
จะถูกนำไปใช้เพื่อมุ่งเน้นในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก
ทำให้ต้องมีการออกพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2533 รัฐบาลเริ่มมีฐานะการคลังดีขึ้น จึงหยุดการออกพันธบัตรรัฐบาล
ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดรองพันธบัตร อยู่ในระดับที่ต่ำมากเนื่องจากขาดอุปทาน คือผู้ถือครองพันธบัตร
ก็ไม่ต้องการที่จะนำพันธบัตรที่ตนเองมีในครอบครองนั้น
ออกมาทำการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรอง ประกอบกับสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์
บริษัทเงินทุน มีความจำเป็นต้องถือครองพันธบัตรไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมาย
ซึ่งกำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงินเหล่านั้นจึงไม่นำออกมาขายในตลาดรอง
ในปี พ.ศ. 2535 ได้มีการตราและประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ขึ้น
ทำให้เอกชนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการออกพันธบัตรของรัฐวิสาหกิจ โดยนับตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2536 เป็นต้นมามีการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้จากภาคเอกชนมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง
36 เท่า ภายในช่วงระยะเวลา 4 ปี
คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
จึงมอบหมายให้สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการรวมกลุ่มผู้ค้าตราสารหนี้
เพื่อจัดตั้งชมรมผู้ค้าตราสารหนี้
เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานการซื้อขายตราสารหนี้ในตลาดรอง
ต่อมา ชมรมผู้ค้าตราสารหนี้ได้ปรับโครงสร้างองค์กร และจดทะเบียนเป็นศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย
(The Thai Bond Dealing Centre - ThaiBDC) แต่เนื่องด้วยการซื้อขายตราสารหนี้ในประเทศไทย
เป็นการซื้อขายโดยการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย (Over the
Counter – OTC) ซึ่งมีผู้ค้าหลักเพียงบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์เท่านั้น
วิธีการซื้อขายแบบ OTC ซึ่งไม่มีข้อมูลทั้งทางด้านราคาและปริมาณการซื้อขายอย่างโปร่งใส
จึงทำให้การตัดสินใจในการลงทุนสำหรับนักลงทุนทั้งในระดับนักลงทุนทั่วไป
และนักลงทุนสถาบัน เป็นไปได้ยาก ทำให้ไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุนโดยทั่วไป ทำให้ตลาดตราสารหนี้ไทยไม่เติบโตเท่าที่ควร
ปี พ.ศ.
2540 เมื่อประเทศไทยต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ
เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขึ้น เจ้าหนี้ต่างชาติต่างเรียกเงินคืนในเวลาอันรวดเร็ว
และเงินที่กู้ยืมมาโดยส่วนใหญ่ ก็อยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประเทศไทยปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว
เงินที่กู้จากต่างประเทศมีผลทำให้ประเทศไทยภาระที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า สาเหตุที่ว่า ตลาดตราสารหนี้ภายในประเทศและประเทศในภูมิภาคยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
รัฐบาลไทย จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชีย โดยสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศเอเชีย
เพื่อพัฒนาตราสารหนี้แห่งเอเชีย (Asian bond) และตลาดตราสารหนี้แห่งเอเชีย
(Asian bond market) ซึ่งจะสามารถช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ
และเป็นแหล่งเงินทุนที่รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและวัฏจักรของเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
ในปีปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาการเมืองยืดเยื้อมานาน
ทำให้สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
เป็นห่วงมีผลกระทบเม็ดเงินไหลออก เหตุเพราะต่างชาติเทขาย เคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากนำเงินกลับประเทศมากขึ้น หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว 10-15 ปีของสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงถึง 10-15%
เป็นห่วงมีผลกระทบเม็ดเงินไหลออก เหตุเพราะต่างชาติเทขาย เคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากนำเงินกลับประเทศมากขึ้น หลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในตลาดตราสารหนี้ระยะยาว 10-15 ปีของสหรัฐฯ ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นสูงถึง 10-15%
http://www.thaibond.com/bondmarket/thaibond.html
http://www.bangkokbank.com
http://www.sahavicha.com





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น